แนวคิด การจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics)

จากความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม การขาดแคลนทรัพยากร ภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรง และการออกกฎหมาย หรือทั้งมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ฯลฯ  ส่งผลให้ทุกธุรกิจต้องปรับยุทธวิธีเพื่อสร้างความโดดเด่นและเพิ่มศักยภาพให้เหนือกว่าคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น ศักยภาพการผลิต การนำเสนอสิ่งที่มีคุณภาพที่เหนือกว่า ราคาถูกกว่า มีการส่งมอบที่รวดเร็วกว่า และมีความเข้าใจได้ง่ายไม่ซับซ้อน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ จากสภาพดังกล่าว จึงทำให้แนวคิดโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น

แนวคิด การจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) จะต้องมีการออกแบบระบบโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหาในกระบวนการส่งกลับของผลิตภัณฑ์ที่บกพร่องจากขั้นตอนการผลิต หรือจากความผิดพลาดของกระบวนการแปรรูปต่าง ๆ ในสายการผลิต เพื่อลดขั้นตอนในการผลิต เวลา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเกิดจากการขนส่ง/ขนถ่ายภายในกระบวนการผลิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโซ่อุปทาน ส่วนกลยุทธ์ในการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับ คือ ประการแรก การออกแบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายของกระบวนการผลิต นับตั้งแต่สั่งซื้อวัตถุดิบที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือสามารถย่อยสลายได้ จนถึงย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตต้นทางที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ประการที่สอง การอบรมให้ความรู้และสร้างทัศนคติที่ดีแก่พนักงานและลูกจ้าง เกี่ยวกับการเรียกกลับสินค้าคืน สินค้าเสียหาย สินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือสินค้าหมดอายุใช้งาน โดยต้องไม่คิดว่าสินค้ากลับคืนเป็นปัญหาของคนอื่นไม่ใช่ปัญหาของตนเอง และประการที่สาม มีการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบสถานภาพสินค้าในกระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นแบบ Real Time ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนสามารถป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาระหว่างกระบวนการได้ทันเวลา หากธุรกิจสามารถวางระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ เป็นอย่างดีแล้ว นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยังทำให้การดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ลดต้นทุนในการดำเนินงานและเพิ่มผลกำไรอย่างยั่งยืน.