ภาพยนตร์ LGBT ความเปิดกว้างทางเพศของรัฐ กรณีศึกษาภาพยนตร์ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติช่วงปี 2016-2017

อาจารย์อธิพัฒน์ วรนิธิภาคย์

ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

บทความฉบับนี้ดัดแปลงมาจากการนำเสนอบทความวิจัยในงาน เสวนาภาพยนต์อุษาคเนย์ บทบาทของภาพยนตร์เพศศึกษา และเพศวิถี กรณีศึกษาภาพยนตร์ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติช่วงปี 2016-2017  วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


center_homepage_3

นักวิชาการหลายท่านให้นิยามของคำว่า เพศวิถี หมายถึง ค่านิยม บรรทัดฐาน และระบบวิธีคิด วิธีปฎิบัติที่เกี่ยวกับความปราถนา การแสดงออกทางเพศ ความคิดเกี่ยวกับคู่รัก คู่ชีวิตในอุดมคติ ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมตามธรรมชาติ แต่เป็นการสร้างความหมายทางสังคม เพศวิถีจึงสัมพันธ์กับมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่กำหนดและสร้างความหมายให้กับเรื่องเพศทุกแง่มุม เพศวิถีหมายถึงการมีความหลากหลาย เพศวิถีเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัฒนธรรม ชนชั้น และกาลเวลา

ในคำนิยามกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนได้ให้คำจำกัดความที่น่าสนใจไว้ว่า กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในภาษาอังกฤษย่อว่า LGBT (หรือ GLBT) ซึ่งเป็นตั2017-11-06-call-me-by-your-nameวอักษรตัวแรกของคำว่า lesbian (เลสเบี้ยน) , gay (เกย์) , bisexual (ไบเซ็กชวล) , และ transgender/transsexual (คนข้ามเพศ) มีการใช้คำว่า LGBT มาตั้งแต่ในยุค 90 ซึ่งดัดแปลงมาจาก “LGB” ในการใช้สมัยใหม่ LGBT มีความหมายถึงความหลากหลายของเพศวิถี (Sexuality) และลักษณะการแสดงเพศทางสังคม และในบางครั้งอาจหมายถึงกลุ่มคนที่ไม่ใช่กลุ่มรักต่างเพศ แทนการระบุว่าเป็นเลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล หรือ คนข้ามเพศ

otl02yng26QJh9DktVX-o

ความสำเร็จของภาพยนตร์ LGBT ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ปี 2017 ครั้งล่าสุดในส่วนของรางวัลการดัดแปลงบทประพันธ์ยอดเยี่ยมตกเป็นของ Call me by your name นอกจากนี้ยังได้เข้าชิงอีกสามสาขาโดยเฉพาะในสาขาบทเพลงต้นฉบับยอดเยี่ยม Mystery of Love ของ Sufjan Stevens* ที่ได้ใช้ประกอบภาพยนตร์ทำได้สละสลวยทั้งดนตรีและความหมายซึ่งได้รับคำชื่นชมจากหลายเสียง และหลายเวที ซึ่งถามว่าเป็นเรื่องที่แปลกไหมสำหรับภาพยนตร์ที่เล่าถึงเพศวิถีขอตอบเลยว่าไม่ใช่เรื่องแปลก อันเนื่องมาจากเราก็สามารถพบได้เห็นถึงความสำเร็จของภาพยนตร์ในกลุ่มนี้ในภาพยนตร์ระดับโลกมาหลายครั้งแล้ว

“Don’t make yourself feel nothing so as not to feel anything. What a waste.”
“อย่าปิดตายความเจ็บปวดตัวเองจนไม่อาจรู้สึกอะไรได้อีกเลย เปลืองเสียเปล่า”

แดดในฤดูร้อน, แมลงวันที่คอยเกาะตอมตามมื้ออาหาร, ลมเย็นยามขี่จักรยานรอบเมือง, ความเย็นเยือกของแม่น้ำเมื่อกระโดดลงไป – ทั้งหมดตั้งอยู่ในเมืองทางตอนเหนือของอิตาลีอันงดงามช่วงปี 1983  ที่เอลิโอ (ทิโมธี ชาลาเม็ต) เด็กหนุ่มลูกครึ่งวัยสิบเจ็ด พบกับ โอลิเวอร์ (อาร์มี่ แฮมเมอร์) นักเรียนมหาลัย ป.เอก ชาวอเมริกัน ที่มาอยู่บ้านตากอากาศของครอบครัวเอลิโอตลอดฤดูร้อน เพื่อช่วย พ่อของเอลิโอ (ไมเคิล สตูลบาร์ก) ผู้เป็นศาสตราจารย์ด้านโบราณคดี ทำงานวิจัย

1501175949013_243874_cops_4      p0wlm81z4oMMdo8zvTO-o

#CallMeByYourName เล่าเรื่องราวในปี 1983 ของอิตาลี เมื่อครอบครัวของเอลิโอ เด็กหนุ่มวัย 17 ได้ต้อนรับโอลิเวอร์ หนุ่มหล่ออเมริกันวัย 24 ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียมาเข้าพักระหว่างฤดูร้อน เพื่อช่วยงานค้นคว้าทางโบราณคดีของพ่อ … การพบกันก็กลายเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนทั้งคู่ไปG7tMqOfmYA-1519108726_mตลอดกาล

แต่ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือในหลายประเทศทั่วโลก ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ LGBT มักถูกแบนหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงโดยเฉพาะในแถบภูมิภาคเอเชีย หรือประเทศที่เป็นรัฐคอมมิวนิสต์ ทว่ารัฐคอมมิวนิสต์อย่างเวียดนาม กลับเปิดกว้างและส่งเสริมภาพยนตร์ LGBT ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นจึงเป็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง

ในหลายประเทศทั่วโลก ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBT มักจะถูกแบนหรือได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะในประเทศที่ยึดถือหลักการศาสนาอย่างเข้มข้นหรือเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างสุดโต่ง อย่างไรก็ตาม บางประเทศที่มักถูกเชื่อว่าต่อต้านกลุ่ม LGBT อย่างจริงจังกลับให้สิทธิเสรีภาพในเรื่องนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางอย่างของรัฐ

ในประเทศสังคมนิยมอย่างเวียดนาม ไม่มีกฎหมายต่อต้านกลุ่ม LGBT อย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติสังคมนิยมในปี 2497 ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งนำเสนอความเท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง เห็นได้ชัดเจนจากการทำสงครามเวียดนามในช่วงทศวรรษที่ 2500-2515 ผู้หญิงก็รับบทบาทไม่ต่างจากผู้ชายเพื่อการรวมชาติเวียดนาม ทว่าภายใต้แนวคิดขงจื๊อซึ่งฝังรากลึกในสังคมเวียดนาม LGBT ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะผิดขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันต่อมา

220px-Choi_voiอย่างไรก็ตามแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ในปีค.ศ. 2009 กระทรวงวัฒนธรรมของเวียดนามกลับให้การสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ LGBT เสียเอง เช่น “เจยเวย” (Choi Voi) หรือ Adrift ที่บอกเล่าเรื่องราวของหญิงรักหญิง ท้าทายขนบธรรมเนียมความสัมพันธ์ในครอบครัวของชาวเวียดนามอย่างสิ้นเชิง

ภาพยนตร์เจยเวยนับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับสากล ได้รับรางวัลภาพยนตร์เทรนด์ใหม่ของโลกภาพยนตร์ ณ เทศกาลภาพยนตร์เวนิสครั้งที่ 66 และหนังเรื่องนี้ยังได้เปลี่ยนโฉมหน้าพลอตภาพยนตร์เวียดนาม ที่มักเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำสงครามเป็นหลัก ส่งผลให้มีการผลิตภายยนตร์ LGBT ออกมาอีกหลายเรื่องในเวียดนามเช่น “ฮอตบอยหน่อยลัน” (Hot Boy Nổi Loạn) ในปี 2554 ที่เกี่ยวข้องกับความรักชายขอบแบบ 3 เส้าของชาย 3 คน และความรักของคนพิการกับหญิงขายบริการ

การส่งเสริมการทำหนัง LGBT ของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เป็นหนึ่งในกระบวนการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศซึ่งพรรคสนับสนุนมาโดยตลอดท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน รัฐบาลเวียดนามเข้าใจดีว่าเพศสภาวะไม่ได้มีแค่ 2 เพศอีกต่อไป และในเมื่อนโยบายทางการเมืองพรรคไม่สามารถเข้าไปควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ การเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมจึงเกิดขึ้น โดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้ความดีความชอบในด้านการเปิดกว้างเรื่องเพศทางเลือก ขณะที่ยังปิดกั้นเสรีภาพด้านอื่นๆที่ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ เช่นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการเลือกตั้งอย่างเสรี


Mystery of Love เป็น 1 ใน 2 เพลงที่คุณ Sufjan Stevens ได้รับมอบหมายจากคุณ Luca Guadagnino ผู้กำกับภาพยนต์เรื่อง Call Me By Your Name ให้เขียนเพลงเพื่อใช้ประกอบภาพยนต์เรื่องนี้โดยเฉพาะ ส่วนอีกเพลงนั่นก็คือเพลง Visions of Giden นอกจากนี้เขายังได้จัดเตรียมเพลง Futile Devices เวอร์ชั่นเปียโนเพื่อให้ใช้เล่นในภาพยนต์อีกด้วย

เพลง Mystery of Love ถูกเขียนขึ้นโดยคุณซุฟยอน เป็นการเล่าจากมุมมองของเอลิโอที่มีต่อช่วงฤดูร้อนของเขาที่อิตาลีในปี 1983 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเรื่องราวความรักระหว่างเขากับโอลิเวอร์ โดยในเพลงนี้จะเล่าถึงช่วงเวลาที่เอลิโอยังมีโอลิเวอร์อยู่ด้วย และถูกคั่นโดยความคิดของเอลิโอที่มีต่อการจากไปของโอลิเวอร์ตลอดทั้งเพลง 


อ้างอิง

ชนิดา จิตตรุทธะ. (2554 ก). “ปรากฎการณ์วิทยาและอัตถิภาวนิยม”. ใน อัมพร ธำรงรักษ์, รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แนวหลังสมัยนิยม : รายงานผลการดำเนินงาน (ฉบับสมบูรณ์), พิมพ์ครั้งที่  1. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

อานนท์ อาภาภิรม. (2517). ลักษณะของสังคมและปัญหาในสังคมไทย. กรุงเทพฯ : บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช จำกัด.

Hall, E. T. (1981). Beyond Culture. Garden City, NJ:Anchor Press/Doubleday.

Linton, R. (1961). The Cultural Imperative: Global Trend 21 Century. Finland: Intercultural Press, Nicholas Brealey Publishing.