บทความวิเคราะห์ประเด็นคัดสรรทางวัฒนธรรม กรณีศึกษา ภาพยนตร์ Ramen Teh และ 667

บทความวิเคราะห์ประเด็นคัดสรรทางวัฒนธรรม กรณีศึกษา ภาพยนตร์ Ramen Teh และ 667 

ภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นภาพยนตร์ที่ฉายในเทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์ ประจำปี 2561

อาจารย์อธิพัฒน์  วรนิธิภาคย์

ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

เพราะวัฒนธรรมคือสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าตัวตนของเราเป็นใคร เปรียบเสมือนต้นไม้ที่จะเติบใหญ่นั้นรากเหง้าต้องแข็งแรงจึงจะสามารถธำรงไปได้ ท่ามกลางการพัฒนาในบริบทโลกาภิวัตน์ อดีตจึงเป็นเสมือนรากเหง้าให้เรามีปัจจุบันและอนาคตต่อไป สิ่เหล่าคือสิ่งที่สถานฑูตสิงคโปร์เลือกมาใข้ในการนำเสนอผ่านภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง

บทวิเคราะห์จากภาพยนตร์เรื่อง Ramen Teh

การทำสื่อภาพยนตร์ทางวัฒนธรpn0vycรมไม่ให้น่าเบื่อนับว่าเป็นสิ่งที่น่าท้าทายเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้กำกับจะทำอย่างไรเมื่อไม่ต้องการให้กลายเป็นงานเชิงสารคดีไป ผู้กำกับ Eric Koo เลือกใช้การเล่าเรื่องโดยการผสมผสานความเป็นสิงคโปร์และญี่ปุ่นลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ การนำอาหารสองสัญชาติมาผสมผสานคือบะกุดเต๋ และราเมน ที่ภาพยนตร์เน้นไปที่การผสมผสานกลายเป็น ราเมนบะกุดเต๋ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนออาหารอีกหลากหลายประเภทซึ่งล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับความเป็นมาของอาหารประเทศสิงคโปร์ ภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานของอาหารในประเทศสิงคโปร์ เช่นการรับการใช้เครื่องเทศมาจากประเทศอินเดีย หรือมาเลเซีย วัฒนธรรมการใช้อาหารกระทะ การผัด มาจากอาหารจีน สิ่งเหล่านี้สิ่งที่หล่อหลอมความเป็นสิงคโปร์มาจนถึงปัจจุบัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากงานเขียนของ โยชิฮิโระ ทัตซึมิ ชาวญี่ปุ่นเล่าถึงลูกครึ่งญี่ปุ่น และสิงคโปร์ที่เดินทางมาตามหารากเหง้าของตนเองในประเทศสิงคโปร์ และท้ายที่สุดได้ตัดสินใจตั้งรกรากเปิดร้านราเมนในประเทศสิงคโปร์โดยการเดินทางในครั้งนี้นอกจากจะทำให้เขาได้รับรู้ถึงภาพความหลังของพ่อแRamen-Teh-Szene-1ม่ (เราจะยังได้พบเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งความขัดแย้งในคนรุ่นที่ 1 ยังคงส่งผลต่อความคิดมาจนถึงปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมการทำอาหารจีนในประเทศสิงคโปร์อีกด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากเป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมของสิงคโปร์แล้วยังแสดงให้เห็นถึงการใช้ภาพยนตร์หรือการใช้วัฒนธรรมเชิงอ่อนในการเข้าถึงผู้รับชมจึงไม่แปลกเลยว่าถ้าคุณดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงอาจต้องอยากไปหาอาหารสิงคโปร์มาลิ้มลองอย่างแน่นอน

การเลือกเครื่องปรุงและวัตถุดิบในอาหารสิงคโปร์โดยใช้ตัวละครในแต่ละรุ่นในการบรรยายเล่าเรื่อง แสดงถึงการสืบทอดและการส่งทอดความรู้หรือชุดความคิดในแต่ละวัย

บทวิเคราะห์จากภาพยนตร์เรื่อง 667

ภาพยนตร์อีกเรื่องที่ถ่ายทอดถึงวัฒนธรรมและค่านิยมของชาวจีนโพ้นทะเลในยุคบุกเบิกผ่านวิธีคิดในแต่ละช่วงวัย ความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่น่าสนใจคือการใช้ภาษาจีนของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปที่ประเทศสิงคโปร์ในการดำเนินเรื่องโดยใช้ภาษาแต้จิ๋ว ไหหลำ ฮกเกี้ยน ฮากกา(แคะ) และกวางตุ้ง จึงมีความแปลกและลักษณะที่โดดเด่น ภาพยนตร์ให้น้ำหนักกับ667_vertical-1ภาษาทั้ง 5 เท่าเทียมโดยเล่าเรื่องเป็นตอนย่อยไม่สัมพันธ์ในเรื่องาวกัน (ปล.ฮกเกี้ยนในสิงคโปร์เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่สุด) แต่ละตอนจะแทรกเกร็ดวัฒนธรรมเล็กๆลงไปไม่ว่าจะเป็นธรรมเนียมหรืออาหารถิ่น ซึ่งนับว่าเป็นภาพยนตร์เชิงมานุษยวิทยาที่เราว่าเยี่ยมเรื่องหนึ่งเลยแหละ ในแต่ละตอนจากหนังทั้ง 5 เรื่องเน้น ถึงการไม่ลืมรากเหง้า ไม่ลืมตัวตน ไม่ลืมว่าคุณเป็นใคร ไม่ลืมว่าตัวมาจากไหน เหมือนกับคำที่ว่า ดื่มน้ำอย่าลืมต้นน้ำ

ตอนที่ 1 ใช้ภาษาจีนฮกเกี้ยนในการดำเนินเรื่อง สะท้อนถึงคนรุ่นใหม่ที่ไม่สามารถพูดภาษาถิ่นของตนเองได้ แม้จะพูดได้ก็ไม่ชัดเจน ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมีหน้าที่ที่จะต้องคอยสอนและคอยบอกเล่าเพื่อไม่ให้ภาษาถิ่นสูญหายไปตามกาลเวลา

ตอนที่ 2 ใช้ภาษาแต้จิ๋วโดยการใช้งิ้วแต้จิ๋วในการเล่าเรื่อง โดยใช้เรื่อง อู๋สงปราบเสือผสานกับคติยุคใหม่เล่าผ่านงิ้ว  เสียดสีสังคมในปัจจุบันและสะท้อนถึงแนวคิดของสตรีนิยม รวมไปถึงการใช้เพศตัวละครในการถ่ายทอดเรื่องราว  lfm_6._photo_credit_-_he_shuming_read-only

ตอนที่ 3 ใช้ภาษาไหหลำในการดำเนินเรื่องเล่าถึงการติดต่อระหว่างญาติที่เมืองจีน กับชาวจีนโพ้นทะเล การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดบรรพบุรุษ ฮวงซุ้ยบรรพชน รวมถึงภาษาถิ่นที่นับวันจะถูกกลืนหายไปกับสังคมปัจจุบัน โดยเล่าการติดต่อผ่านไปมาด้วยจดหมาย โดยใช้ช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นภาพฉากหลัง การไหว้บรรพบุรุษ จุดประทัด

ตอนที่ 4 ใช้ภาษาจีนแคะ เปิดเรื่องใช้เพลงกล่อมเด็กของชาวฮากกา และอาหารที่แสดงถึงความเป็นจีนแคะต้องเป็นเต้าหู้ก้อนยัดไส้หมูสับ (ย่งเท้วกอน) โดยเล่าถึงการตามหาฮวงซุ้ยบรรพชนของตนเองในช่วงเวลาที่พัฒนาความเป็นเมืองและความเป็นอดีตก็เริ่มที่จะเลือนลางไปตามกาลเวลา เป็นตอนที่เนื้อหาน้อยแต่จะบอกว่าแต่ละอย่างที่ผู้กำกับใส่ลงไปในหนังเสียดสีสังคมในปัจจุบันได้สุดๆ โดยบอกเล่าถึงการไปเคารพสุสานบรรพชน

ตอนที่ 5 ใช้ภาษากวางตุ้ง เปิดเรื่อง ใช้การสะท้อนและเสียดสีให้เห็นเลยว่าเด็กรุ่นใหม่ภาษาจีนที่พวกเขาจะเรียนกันคือจีนกลาง ทำให้ภาษาถิ่นอื่นๆถูกลดบทบาทลงโดยปริยาย เหมือนเป็นช่องว่างระหว่างวัยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังใช้เรื่องแนวคิดค่านิยมของหญิงจีนในอดีตและปัจจุบันเมื่อการแต่งงานไม่ใช่หน้าที่แต่ต้องมาจากความสมัครใจ และใช้โมเดลคิดเรื่อง อาสำ การรักษาพรหมจรรย์ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอาชีพชาวกวางตุ้ง อาหารกวางตุ้งต่างๆ เช่นติ่มซำ อาหารขึ้นโต๊ะจีนของชาวกวางตุ้ง หรือการเล่นต่อคำในภาษากวางตุ้ง

royston-tan-667-collage

บางฉากจากภาพยนตร์ (ภาพแรกเวียนตามเข็มนาฬิกา) การเดินตามหาหลุมบรรพชนสะท้อนการค้นหารากเหง้าของตนเอง การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองจีนแสดงถึงความสัมพันธ์ของจีนโพ้นทะเลและญาติพี่น้องบนจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านการเขียนจดหมายและการส่งความช่วยเหลือต่างๆ รวมไปถึงความแตกต่างของภาษาระหว่างคนแต่ละรุ่น และความสัมพันธ์ในระหว่างคนสามช่วงอายุ เล่าผ่านนิทานพื้นบ้านของชาวกวางตุ้ง

ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม และวิถีความเชื่อของชาวสิงคโปร์ที่ผู้กำกับต้องการสื่อเพื่อสะท้อนถึงความคิดต่างๆทั้งในสมัยเก่า และในสมัยปัจจุบัน ผ่านคนหลายๆรุ่น เพื่อให้เห็นถึงวิธีคิดของคนแต่ละรุ่น เป็นเสมือนกระจกสะท้อนความคิดบางอย่างที่สื่อต้องการนำเสนอ และเป็นเสมือนข้อคิด หรือข้อแสดงความเห็นต่างๆผ่านจากรุ่นสู่รุ่น และแสดงถึงความเป็นสิงคโปร์จากอดีตสู่อนาคตที่คนแต่ละรุ่นจะต้องปรับตัวเข้าหากันเพื่อหาความเหมาะสมในการปฏิบัติและการธำรงรักษาถึงวัฒนธรรมไว้ต่อไป