การศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช

การศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช

Health Behaviors of People in Sesawech School Community 

ญาณิศา  พึ่งเกตุ1*

1 คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 46 ถนน จรัญสนิทวงศ์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ 10600

*ผู้ติดต่อ:   HYPERLINK “mailto:iamdearmn@hotmail.com, โทรศัพท์” iamdearmn@hotmail.com, โทรศัพท์ 081 496 9793, เบอร์โทรสาร 02 878 5037

บทคัดย่อ 

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช 2) ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช 3) ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพด้านความเครียดของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช จำนวน 152 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยพบว่า

1) พฤติกรรมด้านการบริโภคที่ประชาชนปฏิบัติเป็นประจำมากที่สุด คือ การดื่มน้ำอัดลม ร้อยละ 28.9 รองลงมา คือ การดื่มชา กาแฟ ร้อยละ 26.3 และรับประทานขนมจุบจิบ ของขบเคี้ยว ร้อยละ 24.3 ตามลำดับ เมื่อจำแนกตามคะแนนประชาชนส่วนใหญ่มีคะแนนพฤติกรรมบริโภคอาหารอยู่ในระดับปานกลางเป็นผู้ที่ได้ คิดเป็นร้อยละ 71.05 รองลงมาอยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ25.0 และอยู่ในระดับควรปรับปรุง คิดเป็นร้อยละ 3.98

2) พฤติกรรมด้านการออกกำลังกายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาประชาชนในชุมชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ขาดการออกกำลังกาย ร้อยละ 51.3

3) พฤติกรรมที่ประชาชนในชุมชนแสดงออกเมื่อเกิดความเครียดมากที่สุด คือ อาการนอนไม่หลับเพราะคิดมากหรือกังวลใจ คิดเป็นร้อยละ2.82 อันดับที่สอง คือ อาการมึนงงหรือเวียนศีรษะ คิดเป็นร้อยละ 2.91 อันดับที่สาม คือ อาการรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ คิดเป็นร้อยละ 3.01 เมื่อจำแนกตามคะแนนประชาชนส่วนใหญ่มีคะแนนพฤติกรรมการแสดงออกจากความเครียดอยู่ในระดับปกติ คิดเป็นร้อยละ 50 ระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 41.45 ระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 5.26 และระดับสูงมาก คิดเป็นร้อยละ 3.29 เหตุการณ์ที่ส่งผลให้เกิดความเครียด วิตกกังวล หรือไม่สบายใจมากที่สุด คือ เศรษฐกิจ ร้อยละ 37.7

คำหลัก:  พฤติกรรมสุขภาพ, พฤติกรรมการบริโภค, พฤติกรรมการออกกำลังกาย, พฤติกรรมความเครียด

Abstract 

This research aims to study 1) the consumer behavior of people in Sesawech School community 2) the exercise behavior of people in Sesawech School community 3) the stress behavior of people Sesawech School community. The sample is 152 people living in Sesawech School community from age 20 and above. The data were collected by using questionnairesabout Health Behaviors. The data were analyzed by frequency, average and standard deviation.

The findings of the research are:

1) The Consumer Behavior: the most sample always consume soft drinks 28.9%, followed by 26.3% of coffee/tea and 24.3% of snack, respectively. When classified to consumer behavior, there are 71.50% of moderate behavior, followed by 25% of good behavior and 3.98% of bad behavior.

2) The Exercise Behavior: the most sample lacked exercise in 1 month ago 51.3%.

3) The Stress Behavior: the most sample always emotional expression had insomnia and nervous 2.82%, followed by 2.91% of drowsiness and 3.01% of irritability. When classified the stress behavior, there are 50% of normal behavior, followed by 41.45% of moderate behavior, 5.26% of high behavior and 3.29% of very high behavior. These behaviors that cause of stress, anxiety was economic.

Keywords: Health behavior, Consumer behavior, Exercise behavior, Stress behavior

1. บทนำ

สุขภาพเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ และทางสังคม แต่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันมีการเปลี่ยนแปลงไป มีทั้งความเร่งรีบ การแข่งขัน ความเครียดต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลในหลายๆด้าน ปัจจุบันประชาชนพบปัญหาที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อและโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคที่เกิดจากการที่ประชาชนมีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก และเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาทิเช่น พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีรสจัด อาหารจานด่วนอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารประเภทปิ้ง ย่าง ทอด การบริโภคผัก ผลไม้น้อย พฤติกรรมการออกกำลังกายไม่เพียงพอหรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา รวมถึงมีพฤติกรรมความเครียดร่วมด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากอดีต

จากผลการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากร ปี2556 พบว่า เรื่องการบริโภคอาหารว่าง พบว่า ผู้บริโภคอาหารว่างมีประมาณ 3 ใน 4 ร้อยละ 79.3 ของประชากร วัยเยาวชน (15-24 ปี) ร้อยละ 85.5 วัยทำงาน (25-59 ปี) ร้อยละ 77.6 ส่วนอาหารในกลุ่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพหากบริโภคมากเกินพอดี ได้แก่ กลุ่มอาหารที่มีไขมันสูง พบว่าทาน 1-2 วัน/สัปดาห์ สูงสุด ร้อยละ 48.1 และมีประมาณร้อยละ 12.4 ที่ไม่ทาน ส่วนกลุ่มขนมสำหรับทานเล่น/ขนมกรุบกรอบ พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งไม่ทาน ร้อยละ 50.7 สำหรับกลุ่มอาหารประเภทจานด่วนทางตะวันตกพบว่ามากกว่า 2 ใน 3 ที่ไม่ทาน ร้อยละ 70.8 กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (มากกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่ทาน ร้อยละ 52.2) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งหรืออาหารพร้อมปรุงแช่เย็นตามร้านสะดวกซื้อกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป ซึ่งทาน 1-2 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 38.6 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ ,2556)

น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยผลการสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชน อายุ 11 ปี ขึ้นไป ทั่วประเทศ ที่มี 57.7 ล้านคน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุด ในปี 2554 พบว่า มีผู้ออกกำลังกายเพียงร้อยละ 26 หรือ 15 ล้านกว่าคน ลดลงจากปี 2550 ที่มีเกือบร้อยละ 30 ชี้ให้เห็นว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่ คือ 42 ล้านคน กำลังใช้ชีวิตบนความเสี่ยง ทั้งโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพราะไม่ออกกำลังกาย (สำนักงานสถิติแห่งชาติ ,2554)

ผลการสำรวจในเดือนสิงหาคม 2557 พบว่า จำนวนประชากรอายุ15 ปีขึ้นไป มีคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตเท่ากับ 31.52 คะแนน หากเปรียบเทียบเดือนกรกฎาคมกับสิงหาคม 2557 พบว่า คะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น 0.05 คะแนน (จาก 31.47 คะแนน เป็น 31.52 คะแนน) และเมื่อพิจารณากับผลการสำรวจในครั้งที่ผ่านมา โดยปี 2551 – 2553 คะแนนสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนปี 2554 มีคะแนนสุขภาพจิตเริ่มลดลง เนื่องจากหลายพื้นที่ในประเทศไทยประสบภาวะน้ำท่วม สำหรับปี2555 คะแนนสุขภาพจิตเริ่มขยับเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มลดลงอีกครั้งในปี 2556 – 2557 จากภาวะปัญหาทางการเมืองภายในประเทศและเศรษฐกิจที่ถดถอยลงตามไปด้วย และในปี 2557 ได้ดำเนินการสำรวจเพื่อติดตามถึงสุขภาพจิตของคนไทยเป็นรายเดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา พบว่าสุขภาพจิตคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (สำนักงานสถิติแห่งชาติ ,2557)

ปัญหาพฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมการออกกำลังกาย และพฤติกรรมความเครียดที่พบจากผลการสำรวจทำให้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อบุคคล ครอบครัว และชุมชน ซึ่งผลกระทบทางตรง คือ การทำให้เกิดการเจ็บป่วยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ส่วนผลกระทบทางอ้อม คือ การสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การขาดรายได้ เสียเวลาในการประกอบอาชีพ และเป็นปัญหาต่อประเทศชาติต่อไป อีกประการที่สำคัญคือ การที่ชุมชนมีโรคหรือมีปัญหาเรื้องรังเกี่ยวกับสุขภาพต่างๆ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงภาพลักษณ์ของชุมชนนั้นๆอีกด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ปัญหาพฤติกรรมสุขภาพ มีความสำคัญต่อสุขภาพอย่างมาก

จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้ตระหนักและมีความสนใจในการศึกษาเรื่อง พฤติกรรมสุขภาพ ด้านการบริโภคอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และด้านความเครียด ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสุขภาพของมนุษย์ และนำผลการวิจัยมาเป็นแนวทางในการพัฒนา และจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวชต่อไป

2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช

2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช

3. เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพด้านความเครียดของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช

3. ขอบเขตของการวิจัย

  การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ ( Survey research) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพ ด้านการบริโภค ด้านการออกกำลังกาย และด้านความเครียดของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวชที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 250 คน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 152 คน โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1) กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากการเปรียบเทียบตารางของ Krejcie and Morgan (สุภาพ ,2550 : อ้างอิงจาก Krejcie and Morgan ,1997)

2) ทำการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sample)

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ของหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป เช่น เพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ การตรวจสุขภาพ โรคประจำตัว เป็นต้น ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ส่วนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพ แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้

ตอนที่ 2.1 พฤติกรรมการบริโภค (ข้อคำถามเชิงลบ) จำนวน 5 ข้อใหญ่ 21 ข้อย่อย ลักษณะแบบสอบถาม: ข้อใหญ่เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ข้อย่อยเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scales)

ตอนที่ 2.2 พฤติกรรมการออกกำลังกาย จำนวน 6 ข้อใหญ่ ลักษณะแบบสอบถาม: ข้อใหญ่เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list)

ตอนที่ 2.3 พฤติกรรมความเครียด (ข้อคำถามเชิงลบ)  จำนวน 1 ข้อใหญ่ 31 ข้อย่อย ลักษณะแบบสอบถามข้อใหญ่เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ข้อย่อยเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scales)

การวิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม มาทำการวิเคราะห์ หาค่าเฉลี่ย(xˉ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ทุกข้อคำถาม นำมาเสนอเป็นรูปแบบตารางประกอบความเรียง และกราฟ

4. ผลการวิจัย

1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 89 คน คิดเป็นร้อยละ 58.6 ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 75 คน คิดเป็นร้อยละ 49.3 ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส จำนวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 50.7 ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาสูงสุดประถมศึกษา จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 35.5 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง จำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 41.4 ส่วนใหญ่เคยตรวจสุขภาพในรอบปีที่ผ่านมา จำนวน 91 คน คิดเป็นร้อยละ 59.9 ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว จำนวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 52.6 และส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีสุขภาพแข็งแรงสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างที่ต้องการจำนวน 104 คน คิดเป็นร้อยละ 68.4

2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านพฤติกรรมการบริโภค

2.1 ด้านรสชาติอาหารที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างชอบบริโภคมากที่สุด

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่บริโภคอาหารที่มีรสชาติจัด เช่น รสหวาน, รสเผ็ด, รสเค็ม เป็นต้น จำนวน94 คน คิดเป็นร้อยละ 23.7 บริโภคอาหารที่มีรสชาติจืด จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 23.7 ดังแสดงในตารางที่1

ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านรสชาติอาหารที่กลุ่มตัวอย่างบริโภค

ตัวแปร จำนวน   ร้อยละ

รสจัด 116   76.3

รสจืด  36   23.7

รวม 152   100

 

2.2 ด้านการบริโภคอาหารครบ 3 มื้อหลักและการบริโภคอาหารมื้อเช้า

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่บริโภคอาหารไม่ครบ 3 มื้อหลัก จำนวน 89 คน คิดเป็นร้อยละ 58.55 บริโภคอาหารครบ 3 มื้อหลัก จำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 41.45 ดังแสดงในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบริโภคอาหารครบ 3 มื้อหลักของกลุ่มตัวอย่าง

ตัวแปร จำนวน   ร้อยละ

บริโภคอาหารครบ 3 มื้อหลัก  63   41.45

บริโภคอาหารไม่ครบ 3 มื้อหลัก  89   58.55

รวม 152   100

 

2.3 ด้านการปฏิบัติพฤติกรรมในการบริโภค

พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนแยกพฤติกรรมการบริโภคที่ปฏิบัติเป็นประจำมากที่สุด คือ การดื่มน้ำอัดลม จำนวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 28.9 รองลงมา คือ การดื่มชา กาแฟ จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 26.3 และรับประทานขนมจุบจิบ ของขบเคี้ยว จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 24.3 ดังแผนภาพที่ 1

แผนภาพที่ 1 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการปฏิบัติพฤติกรรมการบริโภคโดยแยก
เป็นรายข้อ

SHAPE  \* MERGEFORMAT

เมื่อพิจารณาเป็นคะแนนแล้วสามารถจำแนกคะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช พบว่าส่วนใหญ่มีคะแนนพฤติกรรมบริโภคอาหารอยู่ในระดับปานกลางเป็นผู้ที่ได้คะแนนระหว่าง 2.01 – 3.00 คะแนน จำนวน 108 คน คิดเป็นร้อยละ 71.05 รองลงมาอยู่ในระดับดีเป็นผู้ที่ได้คะแนนระหว่าง3.01 – 4.00 คะแนน จำนวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ25.0 และอยู่ในระดับควรปรับปรุงเป็นผู้ที่ได้คะแนนระหว่าง 1.00 – 2.00 คะแนน จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 3.98 ดังตารางที่ 5

ตารางที่ 5 แสดงจำนวนและร้อยละระดับคะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชาชนในชุมชนหลังเสสะเวช

ระดับคะแนนพฤติกรรม     จำนวน ร้อยละ

ระดับดี     38  25.0

ระดับปานกลาง     108  71.05

ระดับควรปรับปรุง      6  3.98

 

    3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านพฤติกรรมการออกกำลังกาย

ส่วนใหญ่ไม่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายในช่วง 1 เดือนที่ผ่าน จำนวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 51.3 และมีพฤติกรรมการออกกำลังกาย จำนวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 48.7 ดังตารางที่ 6

ตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชนกลุ่มตัวอย่างในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

ตัวแปร จำนวน   ร้อยละ

–  ออกกำลังกาย    74    48.7

–  ไม่ได้ออกกำลังกาย     78     51.3

รวม     152     100

4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านพฤติกรรมความเครียด

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือไม่สบายใจ จำนวน 123 คน คิดเป็นร้อยละ 80.9 ซึ่งเหตุการณ์ที่ส่งผลมากที่สุด คือ เศรษฐกิจ จำนวน 75 คน คิดเป็นร้อยละ 37.7 เหตุการณ์รองลงมา คือ ปัญหาสุขภาพ จำนวน 50 คน คิดเป็นร้อยละ 25.1 และปัญหาครอบครัว จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 24.6 ดังแผนภาพที่ 2

แผนภาพที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือไม่สบายใจ

EMBED MSGraph.Chart.8 \s

ประชาชนในชุมชนมีการแสดงพฤติกรรมเมื่อเผชิญกับความเครียดโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง
(xˉ=3.37) เมื่อแยกในระดับรายข้อพบว่า ประชาชนในชุมชนมีการแสดงออกถึงพฤติกรรมที่เกิดจากความเครียดมากที่สุด คือ อาการนอนไม่หลับเพราะคิดมากหรือกังวลใจ คิดเป็นร้อยละ2.82 อันดับที่สองคือ อาการมึนงงหรือเวียนศีรษะ คิดเป็นร้อยละ 2.91 อันดับที่สามคือ อาการรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ คิดเป็นร้อยละ 3.01 ดังแผนภาพที่ 3

แผนภาพที่ 3 ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานด้านความรู้สึก หรืออาการที่เกิดจาก
ความเครียดที่แสดงออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาโดยแยกเป็นรายข้อ

เมื่อพิจารณาเป็นคะแนนแล้วสามารถจำแนกคะแนนพฤติกรรม หรือความรู้สึกจากความเครียดของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช พบว่าส่วนใหญ่มีคะแนนพฤติกรรมการแสดงออกจากความเครียดอยู่ในระดับปกติเป็นผู้ที่ได้คะแนนระหว่าง 3.51 – 4.00 คะแนน จำนวน 76 คน คิดเป็นร้อยละ 50 ระดับปานกลางเป็นผู้ที่ได้คะแนนระหว่าง 2.51 – 3.50 คะแนน จำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ41.45 ระดับสูงเป็นผู้ที่ได้คะแนนระหว่าง1.51 – 2.50 จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 5.26 และระดับสูงมาก เป็นผู้ที่ได้คะแนนระหว่าง 1.00 – 1.50 จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 3.29 ดังตารางที่ 9

ตารางที่ 9 แสดงจำนวนและร้อยละระดับคะแนนพฤติกรรม หรือความรู้สึกจากความเครียดของประชาชนใน
ชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช

ระดับคะแนนพฤติกรรม     จำนวน ร้อยละ

ระดับปกติ        7650.00

ระดับปานกลาง        6341.45

ระดับสูง         8 5.26

ระดับสูงมาก         5 3.29

5. อภิปรายผล

การวิจัยเรื่อง การศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในชุมชนหลังโรงเรียนเสสะเวช มีประเด็นที่สามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ ดังนี้

ด้านพฤติกรรมการบริโภค

จาการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยด้านพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนในชุมชน พบว่าประชาชนในชุมชนมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสชาติจัด ได้แก่ รสเผ็ด รสหวาน รสเค็ม ร้อยละ 23.7 เมื่อแยกตามพฤติกรรมการบริโภคที่ปฏิบัติเป็นประจำ ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคน้ำอัดลม ร้อยละ 28.98 พฤติกรรมการบริโภคชา/กาแฟ ร้อยละ 26.3 และพฤติกรรมการบริโภคขนมจุบจิบ ของขบเคี้ยว ร้อยละ 24.3 ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าวทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาล และโซเดียมมากเกินที่กำหนด เนื่องจากในน้ำอัดลม และชา/กาแฟ ใน 1 แก้ว มีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่ในปริมาณ 4 – 10 ช้อนชา ซึ่งปริมาณน้ำตาลที่คนเราสามารถบริโภคได้ต่อ 1 วัน จะไม่เกิน 6 ช้อนชา เนื่องจากในน้ำตาลสามารถให้พลังงานได้ 4 แคลอรี/กรัม หรือน้ำตาล 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 16 กิโลแคลอรี ส่วนในขนมจุบจิบ ของขบเคี้ยว มีส่วนประกอบของโซเดียมมากถึง 200 – 250 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณโซเดียมที่สามารถบริโภคได้อย่างน้อย 500 มิลลิกรัมแต่ไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชา การบริโภคปริมาณน้ำตาล และโซเดียมมากเกินไปจะนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคไต เป็นต้น[1,2] ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจโรคประจำตัวของประชาชนในชุมชน ที่พบว่ามีประชาชนในชุมชนเป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 43.10 และโรคเบาหวาน ร้อยละ 18.97 และยังสอดคล้องกับ กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข (2556) ที่กล่าวว่า การลดอาหารเค็มจะช่วยป้องกันและลดความดันโลหิตได้ โดยทั่วไปไม่ควรกินเกลือเกิน 6 กรัม (เท่ากับ โซเดียม 2400 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา) สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และมีความเสี่ยงต่อโรคความดัน หรือโรคหัวใจ ควรได้รับเกลือได้ประมาณ 1500-1800 มิลลิกรัมต่อวัน และจากผลการสำรวจสุขภาพคนไทย พบว่าผู้หญิงมีความชุกของภาวะอ้วนมากกว่าผู้ชาย มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูงเสียชีวิตวันละ 36 คน และปี 2552 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน 7,019 คน และในปัจจุบันพฤติกรรมการกินอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมากกว่าปกติหลายเท่า อาหารจำพวกน้ำตาล เมื่อกินเข้าไปจะเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในร่างกายและถ้ามากเกินไป จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกาย และประชาชนในชุมชนยังมีพฤติกรรม[2]

ดังนั้น ประชาชนในชุมชนควรบริโภคอาหารให้ครบ 3 มื้อ และไม่ควรละเลยการบริโภคอาหารในมื้อเช้า พร้อมทั้งควบคุม และลดการบริโภคอาหารที่มีรสชาติหวาน ทั้งการปรุงรสชาติอาหารด้วยน้ำตาลปริมาณมาก, การบริโภคขนมหวาน, การบริโภคน้ำอัดลม เป็นต้น ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารประเภทที่ใช้น้ำมันทอด, อาหารที่มีเนื้อสัตว์ติดมันมาก, อาหารจานด่วน หรืออาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ เป็นต้น และลดการบริโภคอาหารที่มีรสชาติเค็ม เช่น ขนมกรุบกรอบ ของขบเคี้ยวต่างๆ, อาหารที่มีสารปรุงแต่งมาก, และลดพฤติกรรมการเติมเครื่องปรุง หรือซอสต่างๆ เพื่อเป็นการเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกตามหลักโภชนาการ

ด้านพฤติกรรมการออกกำลังกาย

จาการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยด้านพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชนในชุมชน พบว่าประชาชนในชุมชนขาดพฤติกรรมการออกกำลังกาย ร้อยละ 51.3 ซึ่งสอดคล้องกับ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2554 พบว่า วัยเด็กและวัยสูงอายุมีการออกกำลังกายเพียง 20% และ 8% ตามลำดับ และมีผู้ที่ออกกำลังกายเกินกว่า 30 นาที เพียง 46% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้คนไทยเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อที่เกี่ยวกับการถดถอยเสื่อมสภาพร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จาก 676 คน (ต่อประชากร 100,000 คน) ในปี 2551 เป็น 1,050 คน ในปี 2555 เพราะกิจกรรมทางกายที่ลดน้อยลงและขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ส่งผลให้ในแต่ละปีมีอัตราการเสียชีวิตที่มีมูลเหตุจากการขาดการออกกำลังกายมากถึง 3.2 ล้านรายทั่วโลก[7] ซึ่งการขาดการออกกำลังกายจะส่งผลให้ร่างกาย กล้ามเนื้อ และกระดูกไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานโรคต่างๆต่ำลง ทำให้เกิดโรคได้ง่ายขึ้น อาทิเช่น โรคหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วน, โรคเบาหวาน และโรคของข้อต่อและกระดูก ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจโรคประจำตัวของประชาชนในชุมชน ที่พบว่ามีประชาชนในชุมชนเป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 43.10 และโรคเบาหวาน ร้อยละ 18.97 โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ร้อยละ 17.24 ซึ่งสอดคล้องกับ ศิริรัตน์ หิรัญรัตน์ (2539) ที่กล่าวว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ดังนี้ 1.ด้านร่างกาย การออกกำลังกายจะทำให้อวัยวะและระบบต่างๆ ของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น 2.ด้านจิตใจ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะผลทำให้เป็นคนที่มีบุคลิกที่มั่นคงสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีสามารถปรับตัวเมื่อได้รับความเครียดได้ดี มีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ที่ในระดับดี 3.ด้านสติปัญญา นอกจากการออกกำลังกายมีผลต่อด้านจิตใจแล้ว ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะมีความสามารถในการแก้ปัญหา มีความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์ มีความสามารถในการเรียนรู้ มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเหตุการณ์ต่างๆได้ดี 4.ด้านสังคม การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความมีวุฒิภาวะทางสังคม มีความฉลาดทางสังคม เนื่องการออกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น จนนำไปสู่การพัฒนาทักษะทางสังคมที่ดี[4]

ดังนั้น ในชุมชนควรมีการจัดกิจกรรมที่ให้ประชาชนในชุมชนได้มีการออกกำลังกายมากขึ้น เช่น กิจกรรมกีฬาสีภายในชุมชน หรือการจัดโครงการออกกำลังกายในช่วงเย็น ณ สนามส่วนกลาง, ลานกว้างภายในชุมชน ประมาณ 30 – 45 นาที เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนในชุมชนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย พร้อมทั้งเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนในชุมชนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเอง และยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

ด้านพฤติกรรมความเครียด

จาการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยด้านพฤติกรรมความเครียดของประชาชนในชุมชน พบว่าประชาชนในชุมชนมีการแสดงพฤติกรรมเมื่อเกิดความเครียด ดังนี้ พฤติกรรมการนอนไม่หลับเพราะคิดมาก/กังวลใจ ร้อยละ 2.82 อาการมึนงง/เวียนศีรษะ ร้อยละ 2.91 และรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ร้อยละ 3.01 ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคปวดศีรษะ โรคกระเพราะ โรคเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจโรคประจำตัวของประชาชนในชุมชน ที่พบว่ามีประชาชนในชุมชนเป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 43.10 และโรคเบาหวาน ร้อยละ 18.97 โรคหัวใจ ร้อยละ 6.03 โรคเครียด ร้อยละ 1.72 โรคไมเกรน ร้อยละ 0.86 ซึ่งสอดคล้องกับ เอมอัชฌา วัฒนบุรานนษ์ (2554) ที่กล่าวว่า เมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะแสดงอาการ ดังนี้ 1. อาการทางร่างกาย ได้แก่ อาการที่เกิดขึ้นกับระบบหัวใจ ระบบหายใจ กระเพาะ ลำไส้ ระบบขับถ่าย ระบบผิวหนังและระบบกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบต่างๆ มีการทำงานผิดปกติไป เช่น หัวใจเต้นแรงและเร็ว มือเย็นเท้าเย็น เหงื่อออก ผื่นคัน ลมพิษ วิงเวียน รู้สึกร้อนหรือเย็น หน้าแดง มีก้อนจุกบริเวณคอ ท้องปั่นป่วน ท้องเดิน รู้สึกไม่สบายในกระเพาะ มีการอักเสบและเป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก ประจำเดือนมาไม่ปกติ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ส่วนอาการทางกล้ามเนื้อ เช่น หนังตากระตุก สีหน้าเครียด สั่น อยู่ไม่สุข สั่นทั้งตัว ผุดลุกผุดนั่ง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ผ่อนคลายไม่ได้ เป็นต้น 2. อาการทางจิตใจ ได้แก่ มีความวิตกกังวล กลัว คิดกลับไปกลับมา มีความหลังที่น่าสะพรึงกลัว มีความหวาดระแวง ซึมเศร้า ขาดสมาธิ ตื่นเต้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ขาดความอดทน เบื่อง่าย ท้อถอย เป็นต้น 3. อาการทางพฤติกรรม ได้แก่ โมโหง่าย โกรธง่าย จู้จี้ขี้บ่น ชวนทะเลาะ มีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่นเสมอ ดึงผม กัดฟัน เก็บตัว สูบบุหรี่ ดื่มสุรามากขึ้น ใช้ยานอนหลับ ใช้สารเสพติด เป็นต้น[8]

จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนในชุมชนเกิดความเครียด วิตกกังวล หรือไม่สบายใจมากที่สุด คือ เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 37.7 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชิดชนก นาชัยเวช (2554) ที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและผลที่ตามมาของความเครียดของพนักงานสายทรัพยากรบุคคล บริษัท การบินไทย จำกัด จำนวน 150 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากให้ความสำคัญในปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เกิดความเครียดและความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย[3]

เมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยรวมของประชาชนในชุมชนที่มีการแสดงพฤติกรรมเมื่อเผชิญกับความเครียด พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (xˉ = 3.37) ซึ่งเป็นระดับที่มีความเครียดที่พบได้ในชีวิตประจำวันอาจไม่รู้ตัวว่ามีความเครียดหรืออาจรู้สึกได้จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ชัดเจนและยังพอทนได้ ต้องใช้เวลาในการปรับตัวแต่ในที่สุดก็สามารถจัดการกับความเครียดได้ และความเครียดระดับนี้ไม่เป็นผลเสียต่อการดำเนินชีวิต ในกรณีนี้ สามารถผ่อนคลายความเครียดด้วยการหากิจกรรมที่เพิ่มพลัง เช่น การออกกำลังกาย เล่นกีฬา ทำสิ่งที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำงานอดิเรกต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเครียดมาก[5,6]

ดังนั้น ควรวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด พิจารณาดูว่าสามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้หรือไม่ หากแก้ไขไม่ได้อาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะบางครั้งปัญหานั้นอาจไม่ได้เกิดจากเราเพียงคนเดียวก็ได้ หรือเลือกทำกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลาย ซึ่งมีให้เลือกมากมาย เช่น การหายใจลึกๆ การออกกำลังกาย การนวด การพักผ่อน การรับประทานอาหาร การอาบน้ำอุ่น การลดความตึงเครียดทางจิตใจ เช่น การสร้างอารมณ์ขัน การคิดทางบวก การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง การหัวเราะ การหายใจลึกๆ การทำสมาธิ และการใช้เทคนิคความเงียบ

6. ข้อเสนอแนะ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือชมรมในชุมชนควรมีการจัดโครงการเพื่อส่งเสริมความรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร พร้อมทั้งส่งเสริมการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น กิจกรรมโยคะเพื่อสุขภาพ กิจกรรมไทเก๊ก หรือกิจกรรมกายบริหาร เป็นต้น เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องให้ประชาชนปฏิบัติและเป็นประโยชน์แก่สุขภาพ และยังเป็นวิธีการผ่อนคลายจากความเครียดอีกด้วย

7. เอกสารอ้างอิง

[1] กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย (2546). ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพดีของคนไทย, กรุงเทพมหานคร

[2] กระทรวงสาธารณสุข กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (2556). พฤติกรรมการบริโภค หวาน มัน เค็ม, กรุงเทพมหานคร: กองสุขศึกษา

[3] ชิดชนก นาชัยเวช (2554). ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและผลที่ตามมาของความเครียดของพนักงานสายทรัพยากรบุคคล บริษัท การบินไทย จำกัด,ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

[4] ศิริรัตน์ หิรัญรัตน์ (2539). สมรรถภาพทางกายและทางกีฬา, กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

[5] สุชาติ โสมประยูธ (2531). ความเครียดกับสุขภาพจิต ในสุขภาพเพื่อชีวิต, กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[6] สมบัติ ตาปัญญา. คู่มือคลายเครียด ความรู้เรื่องความเครียด การป้องกันและแก้ไข, [ระบบออนไลน์], แหล่งที่มา http://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/05142014-1901, เข้าดูเมื่อวันที่ 24/07/2559.

[7] สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2554). ผลสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากร 2554, กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ

[8] เอมอัชฌา วัฒนบุรานนษ์ (2554). อาการของความเครียด, [ระบบออนไลน์], แหล่งที่มา HYPERLINK “http://www.chulapedia.chula.ac.th/index.php, เข้า” http://www.chulapedia.chula.ac.th/index.php, เข้าดูเมื่อวันที่ 02/06/2559